เรื่องเล่าจากแดนปลาดิบ (ตอนจบ)
เฮ้อ อออ นอกเรื่องไปไกลเลย เพราะน้องๆแหละคืองี้ ทุกๆเช้าผมต้องเดินทางไปเรียนที่โตเกียว(เข้ากรุง ว่างั้นเหอะ)
จริงๆบ้านผมก็ไม่ใช่บ้านน่งบ้านนอกอะไร อยู่คาวาซากิ (ชื่อเหมือนรถเครื่อง)
เก๊าะประมาณสำโรงบ้านเรา นั่งรถไปเรียนสยามงั้น แต่เอกิหรือสถานีรถไฟ
บ้านผมบ้านนอกมาก ด้วยเหตุนี้เองผมถึงต้องนั่งไปต่อที่เอกิใหญ่ๆ
(เพราะเอกิบ้านผม รถเร็วมันไม่ยอมจอดซะง้านนน) จากบ้านผม สถานี อิคุตะ
ต้องนั่งคันแรกที่เรียกว่า รถธรรมดา (Local) ซึ่งมันจอดทุกสถานี
กว่าจะไปถึงโรงเรียนก็ไปเจออาจารย์กินข้าวกลางวันพอดีมั๊ง(พูดเล่น แต่นานจิง)
ผมนั่งไอ้เจ้า Local นี่ไปลงที่สถานี มุโกคาโอกะยูเอน(ประมาณห้านาที)
เพื่อที่จะไปขึ้น ไอ้เจ้ารถเร็ว(Express) จะไม่ค่อยจอด วิ่งฉิวจอดแค่สองที
(ใช้เวลาประมาณยี่สิบห้าถึงสามสิบนาที)ก็จะถึงสถานีชิโมะคิตะซาว่า
ซึ่งผมจะต้องเปลี่ยนไปนั่งอีกคัน (ถ้าเผลอหลับก็ยาวไปถึงชินจุกุนู่น ลำบากนั่งกลับอีก)
ซึ่งไปชิบุย่า รร.ผมจะลงก่อนถึงชิบุย่าซึ่งเป็นป้ายสุดท้ายพอดี ชื่อสถานีชินเซน
รวมเวลาทั้งหมดก็ประมาณเกือบๆห้าสิบนาทีครับ และรถไฟญี่ปุ่นตรงเวลามากครับ
เป๊ะจิงจิง ผมเคยจับเวลาดูรถไฟที่จะมา จังหวะเข้าเทียบถ้าปกตินะ
(ไม่มีโดดตัดหน้ารถไฟกัน) เลทๆก็ประมาณไม่เกินสิบวินาที จริงๆ
ชีวิตบนรถไฟเป็นอะไรที่ตื่นเต้นและมีสีสันเสมอสำหรับผม
แม้ว่าจะยังไม่ค่อยชินก็ตาม มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลา
ห้าสิบนาทีทุกเช้าของผม นอกจากเรื่องน้องๆ หน่มน้ม แล้วก็ยังมีอะไร
แปลกๆอีกเยอะเช่นว่า คนญี่ปุ่นที่ขึ้นรถไฟไปจะแยกประเภทใหญ่ๆ
ได้สามประเภท
พวกแรก ขึ้นไปปุ๊บหลับทันทีไม่สนอะไรเลย เวลามีค่าต้องรีบเก็บสแปร์
(บางทีผมก็เป็น วันที่ทำไบต์หนักๆ ขึ้นไปหลับเลย เลยจิงจิง เลยป้าย)
คือไม่ได้นั่งหลับสบายหรอกครับ อย่าฝันว่าจะได้นั่ง ยืนครับ เค้ายืนหลับกัน
ไม่ต้องห่วงว่าจะล้มแม้ว่าจะไม่ได้เกาะอะ ไรเลยเพราะว่า คนข้างๆ ท่าน
จะเบียดจนแน่นแบบไม่ขยับ คลอนแคลนเลย (แล้วพวกยุ่นมันไม่เกาะราว
หรือที่จับด้วย) แน่นขนาดไหนลองนึกถึงภาพ ตอนที่เอาเสื้อผ้า
ยัดใส่กระเป๋าใบเล็กตอนไปค่าย หยั่งงั้นแหละครับ แน่นมาก
ประตูเปิดทีงี้ทะลักกันมาเลย ไม่ต้องเดินออกหรอกครับ
พอประตูเปิดทีเหมือนโดนถีบไล่หลังออกมา
พวกที่สอง อ่านหนังสือพิมพ์ พวกนี้มันเก่งมากครับ นับถือ นับถือ
คิดดูรถไฟแน่นมากแล้ว หนังสือพิมพ์ไม่ใช่เล็กๆนะครับ เท่าเดลินิวส์บ้านเรา
แกพับอ่านได้หน้าตาเฉย (อาจเป็นเพราะการเขียนมันเป็นแบบบนลงล่างด้วยก็ได้
พับตามยาวแล้วอ่านได้นานๆเลย ไม่ต้องหมุนต้องพลิกอย่างหนังสือบ้านเรา
ที่เขียนทางแนวนอน) มันสุดยอดมากเลย ให้ตายเหอะอิ๊กคิวซัง
แล้วพวกสุดท้ายนี่ ผมขอเรียกมันว่า แก๊งค์นิ้วโป้ง ก็แล้วกัน
พวกมัน เอ้ย!! พวกเค้า ไม่ใช่คนรู้จักกันแต่ก็สามารถเข้าเป็นแก๊งค์เดียวกันได้
โดยมีความสามารถอันนึงที่จำเป็นต่อ การเข้าแก๊งนี้ ....นั่นก็คือสามสารถ
ใช้นิ้วหัวแม่มือ(นิ้งโป้งนี่แหละ)เพียงข้างเดียวพิมพ์เมล์ ในโทรศัพท์มือถือ
ได้ในอัตราความไวน้อยกว่าแสงนิดนึง พวกนี้พอขึ้นรถไฟ เอาและหยิบมือถือ
ขึ้นมากดเมล์กันยิกไม่ถึง ห้านาที ได้เมล์ยาวเกือบครึ่งหน้า เอสี่
แถมมีพวกรูปการ์ตูน เอย อะไรเอย แล้วที่เด็ดคือ ทุกคนน่าจะรู้จักนะครับ
ไอ้ที่เอาตัวหนังสือมั่ง วงเล็บมั่งทำเป็นรูป พวกนี้โคตรเก่ง ครีเอทสุดๆ
แล้วพวกนี้ส่งเมล์กันเป็นบ้าเป็นหลังเลยครับ ส่งเมล์ตอบกันไปกันมา
ไอ้นั่นส่งไปเสร็จรอแป๊บนึง มันตอบกลับมา เสร็จ อ้าวส่งตอบกลับกันไปอีก
ถามหน่อยครับ พี่โทรคุยกันง่ายกว่ามั้ยครับ เช่น
ไอ้เอพิมพ์ไป “เฮ้ยมึงอยู่ไหนวะ.”
ไอ้บีพิมพ์ตอบมา “กูอยู่บนชิบุย่า”
ไอ้เอ พอเห็นเพื่อนตอบมา กลัวน้อยหน้า พิมพ์ตอบไปทันควัน
“เออ กูกำลังไป เดี๋ยวเจอกัน”
ไอ้บีไม่ยอม “เออ เดี๋ยวเจอกันตรงฮาจิโกะนะ”
ไอ้เอกลัวเพื่อนเป็นกังวล พิมพ์ตอบไปอีก “เออ เดี๋ยวถึงกูโทรหา”
ไอ้บีเสือกพิมพ์ตอบกลับมาอีก “เออเดี๋ยวเจอกัน”
>>>>> ถามหน่อยครับพี่ พี่ไมไม่โทรคุยกันครับ
ง่ายกว่ามั้ยครับ เดี๋ยวถึงเดินไปคุยไปก็ได้ครับ สุดยอดจิงจิง ครับ แก๊งนิ้วโป้ง
ยังไม่หมดครับเรื่องเกี่ยวกับรถไฟนี่เล่ายังไงก็ไม่หมด ผมชอบจังเลย สนุกดี
แล้วเรื่องความตรงเวลาขอต่ออีกหน่อยครับ คือมันตรงเวลาจนทำให้คนที่ขึ้นเวลา
เดียวกันนี่ก็หน้าเดิมๆตลอดครับ ไปตอนเนี้ยเจอคนเนี้ยยืนตรงเนี้ยตลอด สุดสุดครับ
ประมาณ แปดโมงสี่สิบก็จะเห็นกะเหรี่ยงจากเมืองไทยยืนแป้นแล้นอยู่ที่
เอกิ ชิโมะคิตะซาว่าแล้ว และก็ที่เอกินี้ตอนแปดโมงสี่สิบผมก็จะเจอกับเจ๊เนียน
ซึ่งไปลงที่ชินเซนเหมือนกัน ยืนแถวเดียวกันทุกวัน เจ๊เนียนแกเนียนจิงจิง
ตอนบนรถไฟแกถอดเสื้อนอกโชว์อกกะ ไหล่อันนวลเนียน แต่พอลงรถออกจากเอกิ
แกหยิบเสื้อมาใส่คลุมซะงั้น เฮ้อ เฮ้อ
ช่วยไม่ได้นี่เนอะ ก็คนเค้าเนียน นี่นา เฮ้อ เฮ้อ ขอเฮ้อ อีกที

0 Comments:
Post a Comment
<< Home