Wednesday, January 10, 2007

เราควรเข้าใจมันอย่างไรและเราควรทำอย่างไร

ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ติดหน้าต่างเบาะหลังสุด
ของรถเมล์สาย 201 ที่เป้าหมายปลายทาง
อยู่ที่พุทธมณฑลสาย 2 แต่เป้าหมายของผม
อยู่ที่ พาต้า ปิ่นเกล้า เมื่อรถแล่นผ่าน สนามหลวง
และจอดรับคนที่ป้าย ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา เด็กชาย
สองคนก็วิ่งขึ้นมาบนรถพร้อมกับชายวัยชรารูปร่าง
ผอมผิวคล้ำที่จูงเด็กชายคนที่สาม แล้วทั้งหมด
ตรงมาเบาะหลังซึ่งตรงกลางยังว่างอยู่พร้อมเสื้อผ้า
ที่สวมใส่ ได้บ่งบอกถึงฐานะว่าไม่ใช่
แม้ชนชั้นกลางทั่วๆ ไป

เด็กชายคนที่โตที่สุด น่าจะสูงประมาณ 130เซนติเมตร
นั่งติดกับผม คนที่รองลงมานั่งอยู่ตรงกลาง และคนที่ตัวเล็ก
ที่สุดสูงแค่เอวของผู้ใหญ่นั่งบนตักของชายชรา

ความคิดแรกที่เห็นทั้ง 4 คนวิ่งตรงเข้ามาที่ๆ ผมนั่ง
ผมกลัวจะเจอกับความซนของเด็ก เลยรู้สึกเซ็งๆ เล็กน้อย
ที่เด็กมานั่งข้างๆ แต่พอรถแล่นไปได้สักพัก ความคิด
ของผมกลับเปลี่ยนไปทันที ในหัวมีแต่คำถาม ว่า
ผมควรจะเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดนี้อย่างไร แล้ว
ผมควรทำอย่างไรดี เมื่อพนักงานบนรถเมล์เดินมาเก็บเงิน
จากชายชราคนนั้นในขณะที่รถกำลังแล่นขึ้นสะพานปิ่นกล้า

ชายชราพยายามล้วงหาเงินในกระเป๋ากางเกง
ด้วยท่าทางตื่นๆ พี่คนเก็บสตางค์ ก็ยืนรออยู่เกือบสิบนาที
ชายชรายังคงพยายามหาเงินในกระเป๋าอยู่ ในขณะที่
เด็กที่นั่งข้างผม มองไปนอกหน้าต่าง
พร้อมเสียงร้อง “อู้ ฮู้!!” ผมมองตามออกไป
ภาพที่เห็นก็เป็นแค่ แม่น้ำเจ้าพระยา กับตึกสูงๆ
ของโรงพยาบาลศิริราช ที่ผมเห็นจนชินตาไม่ได้น่า
ตื่นเต้นหรือประทับใจตรงไหน แต่เด็กคนนั้นได้เตือน
ให้ผมรู้ว่า
ภาพธรรมดาของคนๆ หนึ่ง
อาจจะเป็นภาพที่น่าประทับใจของอีกคนหนึ่งได้เสมอ

ความรู้สึกที่แตกต่างของคนที่เห็นภาพๆ เดียวกัน
ได้แฝงความหมายไว้มากมาย คนสองคนนั้น คนหนึ่ง
อาจจะเป็นคนที่อาศัยอยู่แถวนั้น แต่อีกคนมาจาก
ต่างถิ่นต่างแดน นั่นคือความหมายหนึ่ง หรือภาพนั้น
ที่คนๆ หนึ่ง เห็นจนชินตาได้เพราะ คนนั้นๆ
มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมือง
แต่กับอีกคนย่อมเป็นตรงกันข้ามในทางการเงิน
ภาพที่เห็นจึงตื่นตาตื่นใจ

ที่สุดแล้ว พี่คนเก็บสตางค์ก็ไม่ได้รับเงิน
จากชายชราคนนั้น และก็ไม่ได้พูดจาอะไรให้คนทั้ง 4
ต้องลงจากรถ นับว่าเป็นโชคดีทีเดียว ผมพยายาม
แอบมองลักษณะของเด็กที่ข้างๆ (เพราะผมคิดว่าการ
จ้องมองใครต่อหน้าย่อมต้องทำให้คนที่ถูกจ้องมองรู้สึก
ไม่ดีๆ เป็นแน่) เด็กคนนั้นมีหัวที่ค่อนข้างโต
แต่รูปร่างผอมเซียว ทำให้จิตใจผมคิดไปต่างๆ นานา
โดยเฉพาะคิดว่า เด็กสามคนนี้จะกินข้าวอิ่มหรือป่าว
ในแต่ละวัน ได้ไปโรงเรียนหรือป่าว พวกเค้ามีความสุขมั้ย

ความคิดต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาในหัว ทำให้ผมอยาก
จะหยิบเงินช่วยออกค่ารถเมล์ให้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า
เค้าต้องการการช่วยเหลือแบบนี้หรือเปล่า ผมจึงรู้สึก
โล่งอกที่ พี่คนเก็บสตางค์ไม่ได้สนใจที่จะเก็บเงินให้ได้
ความคิดต่อมาผมอยากที่จะหยิบเงินสัก 50 บาท
ให้เด็กคนที่นั่งข้างผม เพราะผมคิดว่าอย่างน้อยๆ
เงินนี้ก็น่าจะช่วยให้เค้ากินอิ่มได้สักหนึ่งมื้อ
หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลกับค่ารถเมล์
ถ้าคันที่นั่งอยู่ไปไม่ถึงจุดหมายของพวกเค้า

แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อถึงจุดหมาย ผมก็ลงจากรถ
โดยที่ไม่ได้ให้เงินกับเด็กคนนั้นไป เพราะผมไม่รู้ว่า
ควรจะทำอย่างไร ผมไม่มั่นใจว่าการให้เงินไปจะเป็น
สิ่งที่ถูกต้อง การให้เงินอาจจะทำให้ผมสบายใจและ
เด็กคนนั้นอาจจะดีใจช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลที่ตามมา
หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ยากกินคาดเดา หรือการที่เรา
สบายใจและทำให้อีกคนดีใจได้ขณะหนึ่งเป็นสิ่ง
ที่เพียงพอแล้วหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ผมไม่รู้ว่า
ควรจะทำอย่างไร ผมไม่รู้จริงๆ

ถ้าผมเป็นพระ เป็นพนักงานเก็บสตางค์
เป็นคนทำงาน เป็นตำรวจ หรือเป็นครู ผมจะมอง
และเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร และผมควรจะ
ทำเช่นไร คุณล่ะครับ มีความคิดเห็นดีๆ มั้ยครับ

Tuesday, December 05, 2006

เรื่องเล่าจากแดนปลาดิบ (ตอนจบ)

เฮ้อ อออ นอกเรื่องไปไกลเลย เพราะน้องๆแหละ
คืองี้ ทุกๆเช้าผมต้องเดินทางไปเรียนที่โตเกียว(เข้ากรุง ว่างั้นเหอะ)
จริงๆบ้านผมก็ไม่ใช่บ้านน่งบ้านนอกอะไร อยู่คาวาซากิ (ชื่อเหมือนรถเครื่อง)
เก๊าะประมาณสำโรงบ้านเรา นั่งรถไปเรียนสยามงั้น แต่เอกิหรือสถานีรถไฟ
บ้านผมบ้านนอกมาก ด้วยเหตุนี้เองผมถึงต้องนั่งไปต่อที่เอกิใหญ่ๆ
(เพราะเอกิบ้านผม รถเร็วมันไม่ยอมจอดซะง้านนน) จากบ้านผม สถานี อิคุตะ
ต้องนั่งคันแรกที่เรียกว่า รถธรรมดา (Local) ซึ่งมันจอดทุกสถานี
กว่าจะไปถึงโรงเรียนก็ไปเจออาจารย์กินข้าวกลางวันพอดีมั๊ง(พูดเล่น แต่นานจิง)
ผมนั่งไอ้เจ้า Local นี่ไปลงที่สถานี มุโกคาโอกะยูเอน(ประมาณห้านาที)
เพื่อที่จะไปขึ้น ไอ้เจ้ารถเร็ว(Express) จะไม่ค่อยจอด วิ่งฉิวจอดแค่สองที
(ใช้เวลาประมาณยี่สิบห้าถึงสามสิบนาที)ก็จะถึงสถานีชิโมะคิตะซาว่า
ซึ่งผมจะต้องเปลี่ยนไปนั่งอีกคัน (ถ้าเผลอหลับก็ยาวไปถึงชินจุกุนู่น ลำบากนั่งกลับอีก)
ซึ่งไปชิบุย่า รร.ผมจะลงก่อนถึงชิบุย่าซึ่งเป็นป้ายสุดท้ายพอดี ชื่อสถานีชินเซน
รวมเวลาทั้งหมดก็ประมาณเกือบๆห้าสิบนาทีครับ และรถไฟญี่ปุ่นตรงเวลามากครับ
เป๊ะจิงจิง ผมเคยจับเวลาดูรถไฟที่จะมา จังหวะเข้าเทียบถ้าปกตินะ
(ไม่มีโดดตัดหน้ารถไฟกัน) เลทๆก็ประมาณไม่เกินสิบวินาที จริงๆ

ชีวิตบนรถไฟเป็นอะไรที่ตื่นเต้นและมีสีสันเสมอสำหรับผม
แม้ว่าจะยังไม่ค่อยชินก็ตาม มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลา
ห้าสิบนาทีทุกเช้าของผม นอกจากเรื่องน้องๆ หน่มน้ม แล้วก็ยังมีอะไร
แปลกๆอีกเยอะเช่นว่า คนญี่ปุ่นที่ขึ้นรถไฟไปจะแยกประเภทใหญ่ๆ
ได้สามประเภท

พวกแรก ขึ้นไปปุ๊บหลับทันทีไม่สนอะไรเลย เวลามีค่าต้องรีบเก็บสแปร์
(บางทีผมก็เป็น วันที่ทำไบต์หนักๆ ขึ้นไปหลับเลย เลยจิงจิง เลยป้าย)
คือไม่ได้นั่งหลับสบายหรอกครับ อย่าฝันว่าจะได้นั่ง ยืนครับ เค้ายืนหลับกัน
ไม่ต้องห่วงว่าจะล้มแม้ว่าจะไม่ได้เกาะอะ ไรเลยเพราะว่า คนข้างๆ ท่าน
จะเบียดจนแน่นแบบไม่ขยับ คลอนแคลนเลย (แล้วพวกยุ่นมันไม่เกาะราว
หรือที่จับด้วย) แน่นขนาดไหนลองนึกถึงภาพ ตอนที่เอาเสื้อผ้า
ยัดใส่กระเป๋าใบเล็กตอนไปค่าย หยั่งงั้นแหละครับ แน่นมาก
ประตูเปิดทีงี้ทะลักกันมาเลย ไม่ต้องเดินออกหรอกครับ
พอประตูเปิดทีเหมือนโดนถีบไล่หลังออกมา

พวกที่สอง อ่านหนังสือพิมพ์ พวกนี้มันเก่งมากครับ นับถือ นับถือ
คิดดูรถไฟแน่นมากแล้ว หนังสือพิมพ์ไม่ใช่เล็กๆนะครับ เท่าเดลินิวส์บ้านเรา
แกพับอ่านได้หน้าตาเฉย (อาจเป็นเพราะการเขียนมันเป็นแบบบนลงล่างด้วยก็ได้
พับตามยาวแล้วอ่านได้นานๆเลย ไม่ต้องหมุนต้องพลิกอย่างหนังสือบ้านเรา
ที่เขียนทางแนวนอน) มันสุดยอดมากเลย ให้ตายเหอะอิ๊กคิวซัง

แล้วพวกสุดท้ายนี่ ผมขอเรียกมันว่า แก๊งค์นิ้วโป้ง ก็แล้วกัน
พวกมัน เอ้ย!! พวกเค้า ไม่ใช่คนรู้จักกันแต่ก็สามารถเข้าเป็นแก๊งค์เดียวกันได้
โดยมีความสามารถอันนึงที่จำเป็นต่อ การเข้าแก๊งนี้ ....นั่นก็คือสามสารถ
ใช้นิ้วหัวแม่มือ(นิ้งโป้งนี่แหละ)เพียงข้างเดียวพิมพ์เมล์ ในโทรศัพท์มือถือ
ได้ในอัตราความไวน้อยกว่าแสงนิดนึง พวกนี้พอขึ้นรถไฟ เอาและหยิบมือถือ
ขึ้นมากดเมล์กันยิกไม่ถึง ห้านาที ได้เมล์ยาวเกือบครึ่งหน้า เอสี่
แถมมีพวกรูปการ์ตูน เอย อะไรเอย แล้วที่เด็ดคือ ทุกคนน่าจะรู้จักนะครับ
ไอ้ที่เอาตัวหนังสือมั่ง วงเล็บมั่งทำเป็นรูป พวกนี้โคตรเก่ง ครีเอทสุดๆ
แล้วพวกนี้ส่งเมล์กันเป็นบ้าเป็นหลังเลยครับ ส่งเมล์ตอบกันไปกันมา
ไอ้นั่นส่งไปเสร็จรอแป๊บนึง มันตอบกลับมา เสร็จ อ้าวส่งตอบกลับกันไปอีก
ถามหน่อยครับ พี่โทรคุยกันง่ายกว่ามั้ยครับ เช่น

ไอ้เอพิมพ์ไป “เฮ้ยมึงอยู่ไหนวะ.”
ไอ้บีพิมพ์ตอบมา “กูอยู่บนชิบุย่า”
ไอ้เอ พอเห็นเพื่อนตอบมา กลัวน้อยหน้า พิมพ์ตอบไปทันควัน
“เออ กูกำลังไป เดี๋ยวเจอกัน”
ไอ้บีไม่ยอม “เออ เดี๋ยวเจอกันตรงฮาจิโกะนะ”
ไอ้เอกลัวเพื่อนเป็นกังวล พิมพ์ตอบไปอีก “เออ เดี๋ยวถึงกูโทรหา”
ไอ้บีเสือกพิมพ์ตอบกลับมาอีก “เออเดี๋ยวเจอกัน”
>>>>> ถามหน่อยครับพี่ พี่ไมไม่โทรคุยกันครับ
ง่ายกว่ามั้ยครับ เดี๋ยวถึงเดินไปคุยไปก็ได้ครับ สุดยอดจิงจิง ครับ แก๊งนิ้วโป้ง

ยังไม่หมดครับเรื่องเกี่ยวกับรถไฟนี่เล่ายังไงก็ไม่หมด ผมชอบจังเลย สนุกดี
แล้วเรื่องความตรงเวลาขอต่ออีกหน่อยครับ คือมันตรงเวลาจนทำให้คนที่ขึ้นเวลา
เดียวกันนี่ก็หน้าเดิมๆตลอดครับ ไปตอนเนี้ยเจอคนเนี้ยยืนตรงเนี้ยตลอด สุดสุดครับ
ประมาณ แปดโมงสี่สิบก็จะเห็นกะเหรี่ยงจากเมืองไทยยืนแป้นแล้นอยู่ที่
เอกิ ชิโมะคิตะซาว่าแล้ว และก็ที่เอกินี้ตอนแปดโมงสี่สิบผมก็จะเจอกับเจ๊เนียน
ซึ่งไปลงที่ชินเซนเหมือนกัน ยืนแถวเดียวกันทุกวัน เจ๊เนียนแกเนียนจิงจิง
ตอนบนรถไฟแกถอดเสื้อนอกโชว์อกกะ ไหล่อันนวลเนียน แต่พอลงรถออกจากเอกิ
แกหยิบเสื้อมาใส่คลุมซะงั้น เฮ้อ เฮ้อ
ช่วยไม่ได้นี่เนอะ ก็คนเค้าเนียน นี่นา เฮ้อ เฮ้อ ขอเฮ้อ อีกที

Monday, November 27, 2006

เรื่องเล่าจากแดนปลาดิบ ตอนที่ 1

นั่งเล่นเช็ทอยู่ดีๆก้อมีพรายตัวดำๆมากระซิบกระซาบบอก
ให้เขียนเรื่องให้ชาวรังมดแดง มดดำ หรือมดชมพูเนี้ยเค้าอ่านกันหน่อย
ไอ้เราก้อขึ้คร้านจะขัดใจพรายดำ พรายเค้าอุตสาห์เสนอก้อขอสนองตัณหาสักที
วันนี้วันหยุดก้อเลยค้นๆหาๆของเก่าๆมาก๊อบหน้าก๊อบหลัง ตัดแปะแล้วเมลไปให้พราย
ผมไม่ขอแนะนำตัวว่าไปเป็นใครมาจากไหนแต่ที่แน่ๆก้อเป็นมดตัวเล็กๆในรังโดมตัวนึง
ไอ้เราก้อไม่เคยเขียนเรื่องซะด้วย เอาเป็นว่าเล่ากันตามยถากรรมละกัน นะครับ
ทนๆอ่านกันหน่อยนะ ว่าแล้วก้ออ่านดิคับ ข้างล่างอะ

มาอยู่ญี่ปุ่นได้หกเดือนกว่าแล้วครับ เรื่องอาหาร เรื่องอากาศ การใช้ชีวิต

อะไร ๆก็คุ้นหมดแล้วครับ มีอย่างเดียวที่มันคาใจผมตลอด ทำยังไง้ ยังไง ก็ไม่คุ้น
ไม่ชินกะมันสักที นั่นก็คือ รถไฟญี่ปุ่นครับ

ทุกๆวันผมต้องเอาร่างอันบอบบางของผมเข้าไปแทรกเบียดตัวไปกะพวกญี่ปุ่น
ทุกๆเช้าหลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวมาอย่างดี แต่ก็ต้องไปอัดกะพวกนี้ตลอด

เสื้อ อย่าคิดว่าจะรีด เดี๋ยวขึ้น รถไฟไปมันเรียบเอง เอ...หรือว่ายับวะ กางเกง
เน้นเป็นกางเกงยีนส์ หรือกางเกงที่แน่น พวกกางเกงผ้าร่มบางเบา
อย่า ...อย่าคิดว่าจะใส่ แล้วข้างในขอให้เป็นกางเกงในแบบรัดรูป กระชับ แน่น

แล้วพวกตระกูลบ๊อกเซอร์ หลวมโล่งโปร่งสบาย อย่าคิดใส่ขึ้นรถไฟญี่ปุ่นตอนเช้า
เป็นเด็ดขาด (ถ้าใครรู้จักกางเกงในแอปเปิ้ลลายสายรุ้ง ที่สมัยเด็กๆแม่เคยซื้อให้ใส่
บอก บอกด้วยจะไปซื้อมาใส่เพราะมันแน่นจิง)

ถามว่าทำไมเหรอครับ อาจจะติดเรตไปนิดแต่ว่าไม่เป็นไร เช้าๆเวลาผมออก

จากบ้าน ไปเรียนหนังสือที่โตเกียว ก็จะเป็นเวลาที่เด็กมหาลัยและ
ก็เด็กมัธยมแถวๆบ้าน และตามรายทางต่างๆ ขึ้นมากันเต็ม แล้วขอเถอะครับ
กระโปรงน้องจะสั้นไปไหน แล้วเสื้อจะรัดไปถึงไหนหา หน่มน้มมันปริออกมาแล้ว
แล้วนี่เริ่มหนาวแล้วแต่คุณน้องแกก้อ ยังไม่มีความคิดจะปล่อยกระโปรง
ให้มันยาวอีกนิด เล่นซะเกือบถึงชะวากทะเล ท้าลมหนาวกันซะหยั่งงั้น
แล้ว อย่า อย่า .....ขึ้นมาแล้วอย่ามาเบียดผม ไปไกลๆเลย
(แต่ช่วยไม่ได้มันแน่นจิงจิง ผมหลบแล้วนะ)


แล้วในรถไฟญี่ปุ่นไม่รู้ทำไม ปิดรูปพวกโฆษณานี่ ติดเรตกันตลอด
นางแบบงี้ ปากเผยอ อกอัดแน่นจะหายใจไม่อกกตาย
(แหม น่าจะไปช่วยปลดตะขอ) รู้ครับ ว่าประเทศพวกพี่ ฟรีเรื่องเพศมากครับ
เข้าใจครับ แต่เอ้อ....สงสารกะเหรียงหยั่งผมด้วย ขึ้นรถไฟแต่ละที
ต้องรีบหันหน้าเข้ามุม ....น้องน้อง อย่ามาเบียดพี่ หัวใจจะวาย
(แรกๆก็รู้สึกตื่นเต้นดีครับ แต่หลังๆชักถี่ อันตรายนะครับไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย
ลองคิดดูเรายืนข้างๆพวกน้องๆ แล้วเกิดวันดีคืนดี แกร้องกรี๊ดขึ้นมา
ซวยซีครับ แม้เราจะไม่ได้เป็นคนทำลวนลามเค้า แต่ด้วยความเป็นกะเหรี่ยง
ต่างชาติต้องโดนตั้งข้อหาเป็นจำเลยก่อนแน่ เวลาผมขึ้นรถไฟ ผมจะเอามือ
มากอดอก หรือไม่ก็จับสายป้งสายเป้ไปนู่นเลย.....ปลอดภัยไว้ก่อน)

ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผม ได้รับมานานแล้วน่าจะเกือบสองปีได้

แต่เพ่งมีโอกาสได้นำมาให้อ่านกัน ต้องขออภัยผู้เขียนมาไว้ที่นี้ด้วย
(บอกอไผ่)

Tuesday, November 07, 2006

ธรรมศาสตร์และการเมืองหรือการค้า?




เรื่องโดย... ที่รัก รุ่น 35

นักศึกษาในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนนั่งจับกลุ่มคุยกันอย่างถูกคอ
พร้อมกับจิบเบียร์เย็นเจี๊ยบที่มีบริกรเดินเข้ามาเสิร์ฟเติมเมื่อเบียร์พร่องแก้ว
ภายในร้านโดมพระจันทร์ ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 2 ของอาคารอเนกประสงค์ 2
ในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพียงก้าวออกจากร้านไป 10 กว่าก้าว
ก็เป็นห้องบรรยายแล้ว ภาพนักศึกษาเหล่านั้นค่อยๆเปลี่ยนไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า

หลังจากที่เรียนจบคณะมดสีชมพู ผมเข้าศึกษาต่อในคณะนกน้อยในไร่ส้ม
ได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายภายในรั้วเหลืองแดง รุ่นน้องผมซึ่งมา
เรียนต่อเพื่อเป็นสิงห์นักปกครอง มักจะชวนไปวิ่งออกกำลังกาย
รอบสนามบอลธรรมศาสตร์เวลาตอนเย็นๆ

ทำให้นึกถึงสนามบอลสนามเดิมที่กว้างใหญ่ ที่พี่ ๆ น้องๆ
เคยเตะบอลเล่นกันตอนเย็นๆ ซึ่งต่อมาได้ปรับปรุงใหม่ให้สวยงามขึ้น
แต่ขนาดของสนามบอลลดลงถูกเฉือนไปเป็นที่จอดรถยนต์
โต๊ะม้าหินริมสนามบอลกับเต็นท์ผ้าใบเก่าๆ ที่เพื่อนๆเคยนั่งคุยกัน
ได้กลายเป็นที่ว่างเปล่า โดยมีซุ้มโดมเล็กๆรอบๆ สนามบอลมาแทนที่

ผมวิ่งออกกำลังกายไปมา มักจะเห็นหนุ่มสาวนั่งจับคู่จู๋จี๋กันในซุ้มโดม
หรือตามม้านั่งแถวๆ ตึกโดม ยามที่ท้องฟ้ามืดสลัว ซึ่งเป็นที่อิจฉา
ของพวกเราสองคน แต่ที่ขำๆ คือผมเคยแอบได้ยินรุ่นน้องบ่นๆเบาๆว่า
“เมื่อไหร่จะมีแฟนซักที...”

พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
เพื่อหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย ผมมักจะเห็นวัยรุ่นจำนวนมากแห่มาชมคอนเสิร์ต
ที่จัดขึ้นหอประชุมใหญ่ แทนที่จะจัดให้มีการประชุมสัมมนาให้ความรู้ด้านวิชาการ
ตรงกลางด้านหลังตึกโดมได้เป็นที่ตั้ง The Post World
โดยปิดไปรษณีย์ของรัฐลง ทั้งที่มีราคาถูกกว่า

มุมทางเข้าสำนักหอสมุดเริ่มมีตู้ทำกาแฟกดเงินมาตั้งเพื่อให้หนอนหนังสือ
หากาแฟกินยามง่วงนอน ด้านข้างคณะบันชีเริ่มมีร้านBlack Canyon
มาเปิดขั้น ทางตึกรัดสาดก็มีร้านCoffee –T มาตั้งด้านหน้า
ปัจจุบันเด็กธรรมศาสตร์เป็นคนที่ง่วงนอนขนาดนี้แล้วเชียวหรือ

เมื่อเดินเข้ามาผ่านประตูฝั่งท่าพระจันทร์จะพบร้าน Coffee Talk
กับ Puff &Pie ที่เปิดใหม่ด้านขวามือ ผมมักจะตกใจ
เพราะนึกว่าผมกำลังเดินเข้าห้างสรรพสินค้า เมื่อเห็นแผงขายหนังสือ
กับร้านขายสินค้าเอกชนต่างๆ ที่ค่อยทยอยผุดขึ้นมาในท่าพระจันทร์

ผมเคยหงุดหงิด เซ็งๆ กับเสียงการจัดงานEvent ภายใต้ตึกเอนกประสงค์2
ที่บริษัทต่างมาจัดกิจกรรมทางการตลาด มีMC น่ารักๆ มาพูดกรอกหูให้ได้ยิน
ชื่อสินค้าตลอดไปมา ในยามที่ผมนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ หรือ
ทำรายงานกลุ่มกับเพื่อนใต้ตึก

ผมเคยขึ้นไปตึกอเนกประสงค์ 2 ชั้น 4 เพื่อไปอาบน้ำหลังวิ่งเสร็จ
ผมได้พบเจ้าหน้าที่ผู้หญิงหน้าตาบึ้งๆ หน้าประตูทางเข้าชั้น4 เธอพูดตวาดเสียงดังว่า
“เข้ามาไม่ได้ เรียนที่นี่หรือเปล่า” หลังจากที่ผมบอกว่าขอใช้ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ
ผมก็บอกเธอว่าปกติผมก็มาใช้ห้องน้ำนี้อยู่แล้ว เมื่อเธอรู้ว่าผมเคยใช้และเรียนอยู่
เธอก็บอกว่าให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะแล้วเดินจากไป

ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่า ธรรมศาสตร์ที่ผมเคยคิดว่าเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน
ที่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้วจากการแลกด้วยเลือดเนื้อของประชาชนในอดีต
ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือ? ถ้าผมไม่ใช่นักศึกษาที่นี่จะเป็นอย่างไรบ้าง
ผมจะโดนต่อว่าและมองอย่างดูถูกเช่นนี้หรือ

ผมไม่กล้าที่จะเอ่ยประโยคอมตะที่ว่า
“ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

ประชาชนคือ คนที่หรูๆรวยๆเช่นนั้นหรือ? ในเมื่อแต่ละคณะได้เปิดหลักสูตร
ปริญญาโทภาคพิเศษขึ้นมาจำนวนมากเพื่อหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย
และตอบสนองความต้องการของตลาดทุนนิยมเหมือนกับละเลย
ความต้องทางด้านอื่นของสังคมที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

สถานบันการศึกษาที่ฉันภูมิใจได้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าทางความรู้เสียแล้วหรือนี่!!!

Monday, October 30, 2006

เมื่อสังวิด คิดทำคอนเสิร์ต


เรื่องโดย สิริ รุ่น 36
ภาพประกอบ โดย คุณบิ๊ก osk 118

“พี่ ๆ เรามาจัดคอนเสิร์ตกันมั้ย” บ่ายวันนี้อากาศก็ร้อนเหมือนทุก ๆ วัน
แต่ บอ กอไผ่ มันมาแปลกกว่าทุกวัน ถามคำถามได้แปลกแต่โดนใจมาก
“เราจะทำได้จริงเหรอวะไผ่ ยากเหมือนกันนะ” ผมก็ตอบมันไปตามตรง
“ไม่รู้เด่ะ แล้วแต่พี่ ผมคิดว่าเราน่าจะทำได้ผมก็เลยเสนอพี่”

หลังจากนั้นผมก็ไปรวบรวมพรรคพวกเราในสังวิดมา
ใครเป็นใคร ก็ไปหาคำตอบกันเอาเอง จนได้ทีมมา และทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
คอนเสิร์ตครั้งแรกของพวกเราชาวสังวิดก็เกิดขึ้นในนาม
“Indy Fun Park Concert”

“เกิดอะไรขึ้นบ้างในคอนเสิร์ต” “กว่าจะทำมาได้ลำบากมากมั้ย”

“ประทับใจมั้ยกับงานที่เกิดขึ้น”
ขอร้อง ไอ้คำถามเชย ๆ อย่างนี้ อย่าถาม
แค่การที่เราได้ทำให้สิ่งที่เราเชื่อ พยายามอย่างเต็มที่แม้รู้ว่าปัญหาข้างหน้ากองอยู่เพียบ

ปลายทางของสิ่งที่เราเริ่ม อาจจะมีคำว่า “ล้มเหลว” รอคอยเราอยู่ก็ตาม

เวลาที่เหนื่อย หันไปด้านข้าง เห็นเพื่อนเราเดินอยู่
เวลาที่ท้อ หันไปด้านหลัง เห็นน้องเราเดินตามมาอยู่
ทำให้คิดได้ว่า “ถึงล้ม แต่คงไม่เหลวหรอกมั้ง”

“ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง”
ไม่เอา เสร่อพอกับคำถามแรก ไม่ตอบ
ขอร้องเหอะวะ คำถามอะไรเนี่ย เตรียมตัวหน่อยก่อนที่จะมาถามคนอื่นได้ป่ะ

เอาเป็นว่า ใครอยากรู้ว่าบรรยากาศเป็นยังไง เตรียมงานกันนานแค่ไหน
ลำบากมากมั้ย มาลองดูด้วยตัวเอง Fun Park เปิดรับทุกคนเสมอ

มีคำถามนึงชอบมาก มีน้องมาถามว่า “พี่ ๆ หนูจะทำได้เหรอ หนูไม่เคยทำมาก่อนเลยนะ”
ผมก็ตอบมันไปตามตรงเหมือนกัน “ไม่ต้องกลัวหรอกน้อง พี่ก็ครั้งแรกเหมือนกัน”
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไอ้ที่เราคิดกับน้องคิดนี่มันเรื่องเดียวกันหรือเปล่า

ที่แน่ ๆ อย่างนึงก็คือ เมื่อไหร่ที่ได้ทำอะไรให้คณะบ้าง

ได้ทำงานร่วมกับน้อง ๆ บ้าง ความประทับใจในความเป็นพี่น้องสังวิด
ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม รูปแบบอาจเปลี่ยนแปลง
ความลึกซึ้งอาจไม่เท่ากัน แต่ความรักยังคงเท่าเดิม

ไว้มีงานคราวหน้า อยากให้น้อง ๆ มามีส่วนร่วมกันมาก ๆ อย่างนี้อีกนะ
มาทำงานร่วมกัน สร้างประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของสังวิดร่วมกัน
ทำให้รู้กันไปเลยว่า ถ้าคณะอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ค
นเราน้อย ศักยภาพไม่จำเป็นต้องน้อยตาม เพราะความสามัคคี
เรามีมากกว่าคนอื่นตั้งเยอะ น้องปี1 จนถึงนายกสมาคมฯ ก็ช่วยกันตั้งเยอะ
งานเลยสำเร็จได้ ขอบคุณเลยละกาน

ยังไงก็รอพี่เคลียร์งานกันซักพักนึงนะ แล้วน้องอาจได้เจอคำถามจากพี่บ้าง

“น้อง ๆ เรามาจัดคอนเสิร์ตกันมั้ย”

Sunday, October 29, 2006

บอกอขอพูด(1)


ช่วงก่อนรับน้องปี 2549 มีคำถามเกี่ยวกับการ “ว้าก” ว่าควรจะยังมีอยู่มั้ย
คำตอบที่ได้ยินที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ก็คือ มีก็ดีไม่มีก็ได้

และช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ผมก็ได้ถามคำถามคล้ายๆ กัน
แต่เปลี่ยนจากการ “ว้าก” เป็นว่า “รังมด” ควรจะมีอยู่มั้ย
และคำตอบที่ได้ก็คือ มีก็ดีไม่มีก็ได้ เหมือนกัน

จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ก็5-6 เดือน ผ่านไป
สรุปว่า รับน้องปีนี้มีว้าก
แต่กับรังมด เห็นท่าจะไม่มีวี่แวว

และผมในฐานะ บก.ใช้เวลาอยู่นานตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรดี
ผมยังนึกถึงและจดจำวันที่ความมุ่งมั่นและพลังมีอยู่เต็มหัวใจได้ดี
ผมยังจำได้ว่าเคย บอกกับพี่หริว่า
อย่างน้อยๆ ผมต้องทำรังมดออกมาเป็นรูปเล่มให้ได้ 4 เล่มเป็นอย่างน้อย
แต่สุดท้าย ผมก็ทำได้แค่สองเล่มเท่านั้น

บรรยากาศที่ตักสุรา ที่พี่ๆ พากันซักถามข้อสงสัย
ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการจัดการ ผมยังจำได้อย่างดี

บรรยากาศที่ร้านอาหารแถวสำนักพิมพ์ มติชน
ที่ผมได้เล่าความฝันของผม ให้กับพี่ๆ ที่สมาคมศิษย์เก่าฟัง ผมก็ยังจำได้

บรรยากาศการพูดคุยกับน้องๆ ที่เราจะร่วมกันทำ รังมด ที่ห้อง กน. มธ. รังสิต
โรงอาหารที่ท่าพระจันทร์ ห้องคอมฯ ชั้น 4 ตึกสังเคราะห์ ผมไม่เคยลืม

อาจารย์หลายๆ ท่านก็ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง

ช่วงเวลาที่รังมดเล่มศูนย์ (หน้าปกน้องกิ๊กรุ่น 38)สำเร็จเป็นรูปเล่มนั้น
ผมมีความมั่นใจมากทีเดียว ว่าจะทำได้
ผมดื้อรั้น ไม่สนใจคำทัดทาน เพราะผมเชื่อมั่น

แต่เวลาผ่านไป หลังจากที่รังมดเล่มหนึ่งออกมาด้วยความยากลำบากมากขึ้น
ประสบปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเงินทุนที่จะมาพิมพ์

ผมได้คิดวิธี สำหรับจะพิมพ์ล่มต่อไปไว้แล้ว ซึ่งมันก็พอจะเป็นไปได้
แต่ผมได้มานั่งทบทวนดูอีกครั้ง ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้สนุกอีกต่อไป
ความมั่นใจ ความกระตือรือร้น ได้หดหายไปอย่างน่าใจหาย
ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม
จะเกิดจากตัวเอง หรือจากคนอื่น หรือจากสภาพแวดล้อม

ผมขอประกาศว่า จะไม่มีรังมดเล่มต่อไปอีกแล้ว
และผมขอยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เพียงผู้เดียว

ผมขอขอบคุณ ทุกๆ คน ที่เคยร่วมสมทบทุน จนทำให้มีรังมดมาได้ถึงสองเล่ม
น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ช่วยกันเขียนบทความ ออกแบบรูปเล่ม
ถ่ายรูป ติดต่อน้องๆ ให้มาถ่ายแบบ สัมภาษณ์อาจารย์ พี่รปภ.
หรือแม้กระทั่ง การขอสปอนเซอร์
ขอบคุณ e-mail ที่ส่งมาให้กำลังใจถึงแม้จะมีไม่มาก แต่เต็มไปด้วย ความจริงใจ

ความล้มเหลวของ “รังมด” ส่วนหนึ่งก็คงจะมาจากว่าเรา อยู่ในโลกทุนนิยม
นั่นคือ สิ่งที่จะดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ เราต้องหากำไรให้ได้
แต่รังมด อย่าว่าแต่หากำไรเลยครับ แม้แต่ทุน ยังหาไม่ได้
การไม่มีอยู่ของรังมดจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่กระนั้นก็ตาม ด้วยเทคโนโลยี ที่ทันสมัยขึ้น ใช้ง่ายขึ้น และแน่นอนครับ มัน “ฟรี”
บวกกับ มีบทความที่หลายคนส่งมาเพื่อจะให้ลงรังมดเล่มต่อค้างอยู่ หลายเรื่อง
ผมจึงเห็นว่า น่าที่จะทำรังมดฉบับออนไลน์ได้ไม่ยาก

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ ของ รังมด ครับ
ผมหวังว่า มันจะได้รับการต้อนรับและการสนับสนุนที่ดีจากชาวสังวิด
เหมือนเช่นเคยนะครับ

และถ้าใครอยากจะร่วมสนุกกับ รังมดออนไลน์ ก็ยินดีนะครับ
อีกสักพักผมจะทยอยเอาบทความที่ค้างอยู่มาลงให้ได้อ่านกัน

บอกอไผ่